ถอดมุมมองนายกสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทย กับความท้าทายในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน สู่การใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์บริบทประเทศไทย

เข้าใจ ปรับใช้ เร่งขับเคลื่อน: ไทยเดินหน้าลดอุบัติเหตุทางถนนด้วย AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะ 

ถอดมุมมองนายกสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทย กับความท้าทายในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน สู่การใช้เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์บริบทประเทศไทย 

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยทางถนน แม้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเดินหน้าผลักดันมาตรการต่าง ๆ ทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ การบังคับใช้กฎหมาย และการสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ 

บทความจาก Intertraffic ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนมากกว่า 14,000 ราย สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนามาตรการป้องกันอุบัติเหตุที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสภาพการจราจรของประเทศ 

ดร.ต้องการ แก้วเฉลิมทอง นายกสมาคมระบบขนส่งและจราจรอัจฉริยะไทย (ITS Thailand) ให้มุมมองว่า หัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาไม่ได้อยู่ที่การค้นหาเทคโนโลยีใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสามารถนำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและการสนับสนุนงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง 

 

เป้าหมายลดการเสียชีวิตบนท้องถนน ความท้าทายที่ไทยต้องเร่งแก้ไข 

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2564 ซึ่งอ้างอิงในบทความ ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนประมาณ 26 คนต่อประชากร 100,000 คน ขณะที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายลดตัวเลขดังกล่าวลงเหลือประมาณ 12 คนต่อประชากร 100,000 คน 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างจริงจัง ทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ 

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยีหรือมาตรการที่ทันสมัย แต่เป็นการทำให้เทคโนโลยีและมาตรการเหล่านั้นสร้างผลลัพธ์ด้านความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว 

เรียนรู้เทคโนโลยีโลก ปรับใช้ให้เหมาะกับถนนไทย 

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ ดร.ต้องการ นำเสนอ คือ Adaptive Adoption หรือการเลือกนำเทคโนโลยีและแนวทางที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและความต้องการของประเทศไทย 

แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้ไทยสามารถเรียนรู้จากประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยทางถนน เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในยุโรป และญี่ปุ่น โดยไม่จำเป็นต้องนำทุกขั้นตอนมาปฏิบัติตามทั้งหมด เนื่องจากแต่ละประเทศมีความแตกต่างทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทรัพยากร และพฤติกรรมของผู้ใช้ถนน 

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือการนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาช่วยตรวจจับพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การขับขี่รถจักรยานยนต์โดยไม่สวมหมวกนิรภัย การขับขี่บนทางเท้า และการขับรถย้อนศร เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย 

เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงตรวจจับผู้กระทำผิด แต่ยังสามารถช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ถนน และสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่สาธารณะ 

AI กับอนาคตการป้องกันอุบัติเหตุ ก่อนเกิดความสูญเสีย 

อีกหนึ่งประเด็นที่ได้รับความสนใจคือศักยภาพของ AI ในการวิเคราะห์และคาดการณ์ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุล่วงหน้า 

แทนที่จะอาศัยข้อมูลอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นแล้วเพียงอย่างเดียว ระบบ AI อาจสามารถวิเคราะห์รูปแบบการจราจรและตรวจจับเหตุการณ์ที่เกือบเกิดอุบัติเหตุ หรือ Near Miss เพื่อระบุจุดเสี่ยงและสนับสนุนการวางมาตรการป้องกันก่อนเกิดเหตุร้ายแรง 

ประเทศไทยเริ่มมีการหารือเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวในระดับภาครัฐแล้ว แต่ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่คุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลที่นำมาใช้วิเคราะห์ 

ดร.ต้องการ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ข้อมูลเปรียบเสมือนเชื้อเพลิง ส่วน AI เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ หากข้อมูลไม่มีคุณภาพเพียงพอ แม้ระบบ AI จะมีความสามารถสูง ก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

ด้วยเหตุนี้ การพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการขนส่งที่สามารถรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยวางรากฐานสำหรับระบบคาดการณ์และป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต 

สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เริ่มต้นจากคนรุ่นใหม่ 

นอกเหนือจากการลงทุนด้านเทคโนโลยี การสร้างความตระหนักรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ใช้ถนนยังเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและคนรุ่นใหม่ 

แนวทางที่ถูกนำมาใช้ประกอบด้วยการให้ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนนในสถานศึกษา ควบคู่กับการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ศิลปิน และผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นผู้ถ่ายทอดสารเกี่ยวกับการใช้ถนนอย่างรับผิดชอบ 

วิธีการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การสื่อสารเรื่องความปลอดภัยจำเป็นต้องปรับรูปแบบให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะในยุคที่สื่อดิจิทัลมีบทบาทอย่างมากต่อทัศนคติและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ 

งานวิจัยและความร่วมมือ กุญแจสำคัญของความปลอดภัยที่ยั่งยืน 

ดร.ต้องการ ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน โดยประเทศไทยมีการสนับสนุนงานวิจัยในหลากหลายประเด็น แต่ยังเผชิญปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการจัดเก็บข้อมูลและการศึกษาระยะยาว 

ข้อจำกัดด้านงบประมาณและการเปลี่ยนแปลงบุคลากรวิจัย อาจส่งผลให้โครงการเก็บข้อมูลต้องหยุดชะงัก ทำให้การติดตามแนวโน้มอุบัติเหตุและการประเมินผลมาตรการต่าง ๆ ทำได้ยากขึ้น 

ขณะเดียวกัน การยกระดับความปลอดภัยทางถนนยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีวิธีดำเนินงานและภารกิจที่แตกต่างกัน บางโครงการยังต้องตอบโจทย์การพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐานควบคู่กันไป 

ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การเชื่อมโยงความพยายามจากทุกภาคส่วนให้เดินหน้าไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการลดความสูญเสียและสร้างระบบคมนาคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน 

อนาคตของความปลอดภัยทางถนนไทยจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลที่มีคุณภาพ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมอย่างเหมาะสม ความต่อเนื่องของงานวิจัย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัยให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม 

ที่มา: Intertraffic — “Understand. Adapt. Accelerate.” เผยแพร่ 21 กันยายน 2569 | เรียบเรียงภาษาไทยจากสาระสำคัญของบทสัมภาษณ์ อ่านบทความต้นฉบับ